The Good Earth
เป็นนิยายแปล เป็นหนังสือตอนที่หนึ่งในสามของHouse of Earth(เป็นหนังสือชุด3เล่ม) คนเขียนคือ Pearl S.Buckเป็นผู้หญิงอเมริกัน (เราเราอ่านคิดอยู่ตลอดว่าคนเขียนต้องเป็นผู้ชาย แล้วก็เป็นคนจีน พอมาดูประวัติคนแต่งโอ้..พูดไม่ออก)
ไอ้ที่ดึงดูดให้เราหยิบมาอ่านก็คงเป็นเพราะหลังปกเขียนว่า ได้รับรางวัลโนเบลปี1938แปลแล้วกว่า30ภาษา แล้วก็ถูกทำเป็นหนัง
ต้องยอมรับว่ามันเป็นหนังสือที่เขียนดีมากๆ แม้จะdramaสุดๆก็เหอะ
หนังสือเล่าถึงชีวิตของผู้ชายคนนึง ชื่อ หวางหลุง ซึ่งเป็นชาวนา โดยเริ่มเล่าตั้งแต่เขาเป็นหนุ่มและกำลังจะแต่งงาน เขาไม่ได้เป็นคนฉลาดมาก ไม่ได้เป็นคนดีมาก ไม่ได้เก่งมาก และไม่ได้หล่อมาก หวางหลุงเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีผืนดินเป็นสิ่งที่รักและหวงแหนที่สุดในชีวิต
หวางหลุงเคยลำบากมากถึงขนาดไม่มีกิน แทบอดตาย นอนในบ้านที่สร้างจากเสื่ออยู่ข้างถนน ให้เมียและลูกเป็นขอทาน เกือบต้องขายลูกสาว และเคยรวยมากถึงขนาดกินใช้ไม่หมด มีบ้านหลังใหญ่โต ใช้ของที่หรูหราฟุ่มเฟือย มีเมียน้อยที่สวยเขาเป็นคนๆหนึ่งที่ผ่านชีวิตหลากหลายรูปแบบ มีทั้งความรัก โลภ โกรธ หลง (ซึ่งทำเรารู้สึกหลายอย่างมาก บางทีก็สงสาร บางทีก็สมเพส บางทีก็ชอบแล้วก็ไม่ชอบ) ในเรื่องแสดงถึงการดำเนินชีวิตของคนจีน(ที่เป็นชนบท) ทำเนียมประเพณี วิถีชิวิต แล้วก็ความคิด เมื่อเป็นคนจนก็มีความคิดและการกระทำแบบหนึ่ง และเมื่อรวยคนๆนั้นก็มีความคิดและการกระทำอีกแบบที่ต่างไป
****************************************
The good earth กล่างถึงชีวิตของหวางหลุงตั้งแต่แต่งงานยังแก่ใกล้ตาย ตอนแรกของเรื่องเขาเป็นชาวนาจนๆที่พ่อไปขอผู้หญิงซึ่งเป็นคนใช้ในบ้านเศรษฐีมาให้ เป็นผู้หญิงที่เหมาะสมกับฐานะแม้จะไม่สวย แต่ก็ทำงานได้ เมียของเขาโอลันเป็นคนขยันและประหยัด ฉลาดเท่าที่คนรับใช้จะฉลาดได้ เธอช่วยดูแลพ่อสามีที่แก่ ทำงานบ้าน ช่วยงานในนา และมีลูกชายให้เขา(ถึกมากขอบอก คลอดลูกเองในห้องคนเดียว วันรุ่งขึ้นไปช่วยทำงานในนาต่อ) เมื่อเก็บเงินได้หวางหลุงก็นำเงินไปซื้อที่ดินกับบ้านเศรษฐี(ที่เมียเคยเป็นคนใช้) เพราะเป็นที่ดีก็เลยปลูกได้มากได้เงินมาก็เอาไปซื้ออีก ปรากฏว่าปีนั้นแล้งจัด เก็บเกี่ยวไม่ดี อดอยากกันทั่วถึงขนาดบางบ้านต้องกินลูกตัวเอง อาของหวางหลุงคิดว่าเขารวยก็ยุยงชาวบ้านบุกเข้ามาหวังจะมาขโมยอาหารและเงิน แต่ก็ไม่พบอะไรเพราะหวางหลุงเอาไปแลกเป็นที่นาและเขาก็ไม่มีอะไรจะกินแล้วเช่นกัน หวางหลุงกล่าวกับโอลันว่า "มันเอาที่ดินเราไปไม่ได้ งานที่เราได้ลงแรงไว้และพืชผลที่ได้จากนา เราได้เอาไปเปลี่ยนเป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครเอาไปได้ ถ้าเรามีเงินอ้ายพวกนั้นก็เอาไปหมดแล้ว และถ้าเราเอาไปซื้อของมาเก็บไว้ มันก็พากันเอาไปหมดเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากมันเป็นที่ดิน มันจึงเป็นของเราอยู่"
หลังจากอดอยากมากๆอาเขาก็มาเสนอให้ขายที่ดิน หวางหลุงก็ไม่ยอม เขาขายเครื่องเรือนได้เงินสองเหรียญแล้วก็พาลูกๆทั้งสาม(ลูกชายสอง คนที่สามเป็นลูกสาว คนที่สี่ตายไปตอนคลอดเพราะเกิดมาในช่วงอดอยากไม่มีจะกิน)พ่อ และเมียเดินทางลงใต้โดยรถไฟ มาทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ พวกเขาอยู่ในบ้านที่ทำจากเสื่อเอามาต่อกัน เมียและลูกให้ไปขอทาน ส่วนตนไปรับจ้างลากรถส่งขน ถึงกระนั้นก็มีแค่พอกินไปวันๆนึง จนกระทั้งเกิดสงคราม พวกคนจนบุกเข้าไปในบ้านคนรวยเพื่อชิงทรัพย์ หวางหลุงซึ่งเข้าไปกับคนเหล่านี้ด้วยได้ขู่เอาทองจากเจ้าของบ้าน จากนั้นก็พาครอบครัวกลับบ้าน
บ้านของหวางหลุงทรุดโทรมไปมาก เขากับเมียซ่อมแซมและซื้อเมล็ดพันธุ์มาเพาะปลูกใหม่ คืนนึงหวางหลุงได้รู้ว่าเมียของเขาแอบโขมยเพชรพลอยมาด้วย เขาจึงขอเอาเพชรพลอยนั้นไปซื้อที่ดิน โอลันเมียของเขาก็ยกให้โดยขอเก็บไข่มุขเล็กๆไว้คู่นึงเพื่อชื่นชม เขานำเอาเพชนพลอยไปที่บ้านของเศรษฐี ก็ได้พบว่าเศรษฐีบ้านนั้นตกยากแล้ว เพราะแม่เฒ่าเอาแต่สูบฝิ่น นายผู้ชายก็ได้แต่หาของมาปรนเปรยเมียน้อย ลูกๆก็ใช้เงินเล่นผนันเที่ยวผู้หญิง พอหน้าแล้งขโมยบุกคนใช้ก็หนีไปหมดบ้าน แม่เฒ่าก็เสียชีวิต เหลือเพียงนายผู้ชายกับเมียน้อย เขาติดต่อขอซื้อที่โดยมีเมียน้อยผู้นั้นเป็นผู้จัดแจง หลังจากนั้นหวางหลุงก็กลายเป็นที่รู้จักเพราะมีที่ดินมากนั้นเอง
เมื่อลูกๆโตขึ้นเขาได้ส่งลูกชายสองคนไปเรียนหนังสือเพราะตนถูกเสมียนดูถูกเมื่อนำข้าวไปขาย ลูกสาวคนโตซึ่งเป็นใบ้ได้แต่อยู่บ้านเฉยๆ ลูกแฝดชายหญิงซึ่งยังเล็กก็เล่นอยู่บ้านหวางหลุงชวนเพื่อนบ้านที่สนิดกันให้ขายที่นาให้ตนแล้วมาทำงานด้วยกันโดย เพื่อนบ้านคนนี้ลูกเมียตายหมดเมื่อตอนอดอยากจึงตัดสินใจมาอยู่กับหวางหลุง ต่อมาเมื่อทำกันไม่ทันก็จำเป็นต้องจ้างคนงานมาทำเพิ่ม ด้วยความที่ขยันและที่ดินที่ซื้อมาเป็นดินดี เขาจึงเพาะปลูกขายข้าวจนร่ำรวย
พอถึงช่วงน้ำถ่วม หวางหลุงก็ไม่มีงานทำจึงไปเที่ยวเตร่และหลงรักหญิงสาวนางนึงที่โรงน้ำชา เขาหลงรักหญิงคนนี้จนไม่ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้เธอมา ครั้งนึงได้บีบบังคับโอลันเอาไข่มุขทั้งสองไปกำนัลแก่นาง เขาได้สร้างบ้านหลังใหม่ที่มีสวนและบ่อน้ำสวยงาม และให้อาสะใภ้ไปสู่ขอเธอ เมื่อได้มาก็ได้แต่หลงและยอมทำตามทุกอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้เขารักเมียน้อยคนนี้น้องลงก็เป็นเพราะ เธอได้นำเมียน้อยเศรษฐีซึ่งบัดนี้ได้ตายไปแล้วมาเป็นคนรับใช้ และเอาแต่จะกินของซึ่งราคาแพง ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยยามว่างก็คุยเล่นกับอาสะใภ้โดยไล่เขาให้รอ เมื่อหลายๆอย่างเข้าความรักที่มีต่อภรรยาน้อยจึงลดลงหวางหลุงก็ได้กลับไปทำนาแบบเก่า โดยไม่สนใจว่าเมียน้อยจะเหม็นกลิ่นเหงื่อ หรือรังเกียจคราบดินสกปรก
เมื่อลูกๆโตขึ้นเมียหลวงของเขาซึ่งตลอดชีวิตได้แต่ทำงานโดยไม่เคยบ่น ก็ได้ล้มเจ็บลง ก่อนที่เธอจะตายเขาได้ทำตามคำขอของเธอโดยจัดงานแต่งให้ลูกชายคนโต หลังจากนั้นไม่นานพ่อของเขาก็ได้ตาย เขาจัดการฝังศพทั้งสองไว้บนเนินในที่ดินของเขา
หลังจากนั้น เมื่อลูกคนโตแต่งงานเขาก็ไม่ถูกกับลูกชายของอาและอาสะใภ้เพราะลูกพี่ลูกน้องของเขาชอบแทะโลมเมียเขาและน้องสาว หวางหลุงจึงตัดสินใจส่งลูกสาวคนเล็กให้ออกเรือนไปก่อน เขาไม่สามารถไล่ครอบครัวของอาที่มาเกาะเขากินไปได้ เพราะกลัวจะเป็นขี้ปากชาวบ้าน และอาของเขายังเป็นรองหัวหน้ากองโจร ซึ่งทำให้บ้านของเขาไม่โดนปล้นเช่นบ้านอื่นๆ จึงจำใจต้องเลี้ยงดูเอาอกเอาใจครอบครัวของอา ลูกชายคนโตของหวางหลุงวางแผนโดยซื้อฝิ่นให้อาและอาสะใภ้เสพจะได้ตายเร็ว ส่วนพวกตนย้ายไปอยู่บ้านในเมืองโดยเช่าบ้านเก่าเศรษฐีอยู่ ลูกชายคนรองของหวางหลุงซึ่งฝึกงานเป็นพ่อค้าขอให้พ่อหาผู้หญิงให้โดยที่ขอว่าต้องเป็นหญิงที่ไม่ได้มาจากครอบครัวที่รวยเหมือนพี่สะใภ้ เพื่อที่จะไม่ต้องใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ขอให้หน้าตาไม่ขี้เหร่ และทำงานบ้านงานเรือนได้โดยที่ไม่ต้องจ้างใคร
ลูกชายคนโตและคนรองไม่ถูกกันตั้งแต่เรื่องนิสัย ครอบครัว และการเงิน ลูกชายคนโตใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมีเมียสวยที่เรื่องมากและต้องการแต่ของดีๆ ในขณะที่ลูกชายคนรองเป็นคนตละหนี่มีเมียอ้วนบ้านนอกแต่ทำงานเก่ง หลานๆของหวางหลุงก็ทะเลาะกันบ้าง ลูกชายคนเล็กที่เป็นฝาแฝดกับลูกสาวที่แต่งงานออกไปซึ่เขาหวังไว้ว่าต้องเป็นชาวนาสืบทอดจากเขาก็อยากจะเรียนหนังสือ และเมื่อได้เรียนแล้วก็อยากเป็นทหาร หวางหลุงไม่อยากให้บูกเป็นทหารจึงจะหาเมียให้ ลูกชายก็ดันชอบหญิงรับใช้คนเดียวกับที่เขาพึงใจ เมื่อรู้ว่านางเป็นของพ่อก็ออกจากบ้านแล้วหายเงียบไป หวางหลุงเมื่อแก่ลงเรื่อยๆก็ชักหลงลืม มีเมียน้อยคนที่สามคอยดูแล และใช้เวลาอยู่กับลูกสาวที่เป็นใบ้
หวางหลุงให้ลูกชายเตรียมโลงศพให้กับตัวเองแล้วก็กลับไปอยู่ที่บ้านเก่า วันหนึ่งเมื่อลูกๆไปเยี่ยมและพากันไปเดินเล่นที่นา ลูกชายทั้งสองคุยกันถึงเรื่องที่จะขายที่ดิน หวางหลุงได้ยินดังนั้นก็โกรธ เขากล่าวว่า "ถึงวาระสุดท้ายของตระกูลแล้วเมื่อเขาขายที่ดินกัน พวกเราตั้งตัวขึ้นได้จนเป็นปึกแผ่นก็เพราะที่ดิน ฉะนั้นเราจะตายก็ควรตายในที่ดินของเรา ถ้าหากเจ้ามีที่ดินอยู่ตราบใด เจ้าไม่ต้องกลัวอดตาย เพราะไม่มีใครปล้นเอาที่ดินไปจากเจ้าได้" ลูกทั้งสองจึงพูดปลอบใจพ่อว่าจะไม่ขายในขณะที่ยิ้มและสบสายตากันอย่างมีความหมาย*************
แล้วก็จบThe good earthแค่นี้ เรายังไม่ได้อ่านอีกสองตอนหลัง เล่มนี้ก็เพิ่งอ่านจบวันนี้ เราก็ได้แต่หวังว่า หวางหลุงจะตายอย่างสงบโดยไม่ต้องอยู่ทันเห็นลูกๆของเขาขายที่ดิน แล้วก็ได้แต่หวังว่าตระกูลของหวางหลุงจะไม่มีประวัติซ้ำรอยกับตระกูลเศรษฐีที่เขาซื้อที่ดินมา
ที่เราชอบอีกอย่างก็คือ การที่เรื่องนี้แสดงความรู้สีกนึกคิดและค่านิยมแบบเก่าๆของคนในอดีต เช่น การเคารพผู้ที่อาวุโสกว่า การแต่งงานที่ยังเป็นแบบคลุมถุงชน การที่ชายและหญิงยังมีความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ค่านิยมในการยกย่องคน การนับถือส่งศักดิ์สิทธ์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ได้เปลี่ยนแปลงไปเหลือบหมดแล้วในปัจจุบัน
Good night
edit @ 2006/12/15 12:49:45